|
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
|
|
 |
กระแสการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อแก้วิกฤติพลังงาน
กำลังเป็นเรื่องที่มีคนพูดถึงกันหนาหูมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
จนเมื่อเร็วๆ นี้ 2
ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
ตลอดจนกระทรวงพลังงาน ซึ่งมาร่วมรายการ รู้ทัน...ประเทศไทย
ของ เอเอสทีวี
ก็ออกมาย้ำชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น
และมั่นใจได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นทางออกของวิกฤติพลังงานได้แบบอุ่นใจอย่างแน่นอน
ดร.กอปร กฤตยากีรณ ที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์แล้เทคโนโลยี
และประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมเพื่อเตรียมความพร้อมการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
กล่าวถึงภาพลักษณ์ในเชิงอาวุธทำลายร้ายสูงของนิวเคลียร์ซึ่งยังติดอยู่ในใจของคนไทยว่า
แม้การทำระเบิดปรมาณู
และการผลิตกระแสไฟฟ้าต่างใช้ธาตุกัมมันตภาพรังสีคือ ยูเรเนียม
เป็นเชื้อเพลิงเช่นเดียวกันจริง
ทว่าความจริงแล้วกลับมีความเข้มข้นของสารต่างกันมาก
การใช้ในเชิงพลังงานไม่ได้นำธาตุยูเรเนียมมาวางใกล้ๆ
กันมาก จนทำให้เกิดการระเบิดได้
แต่เพื่อให้เกิดการแตกตัวของอนุภาคยูเรเนียม
และคายความร้อนออกมาต้มน้ำให้เดือดและได้ไอน้ำไปปั่นกระแสไฟฟ้าตามหลักการของโรงไฟฟ้าทั่วๆ
ไปเท่านั้น ที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ฯ
กล่าว
ดร.กอปร อ้างสถิติด้วยว่า
ในต่างประเทศมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามากว่า
50 ปีแล้ว
ซึ่งเทคโนโลยีมีวิวัฒนาการและระบบความปลอดภัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
จนเรียกว่ามีความปลอดภัยมากที่สุดก็ว่าได้
โดยพบอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงจริงๆ
เพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือ
ที่เชอร์โนบิลของสหภาพโซเวียต
และเกาะทรีไมล์ไอส์แลนด์ของสหรัฐอเมริกา
อันทำให้เกิดผู้เสียชีวิตเพียงหลักร้อยคนเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ
ที่ต่างก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้นแล้ว อาทิ
เครื่องบิน และรถยนต์
จะพบได้ว่าต่างมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก
เทคโนโลยีใหม่ๆ
ตอนนี้มีการพูดกันแล้วว่า หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
แค่เพียงวิศวกรโยกสวิตซ์แค่ตัวเดียวก็เดินออกมาจากโรงงานได้เลย
เพราะมันจะปิดเครื่องโดยอัตโนมัติ
ไม่มีการหลอมละลายหรือการระเบิดตามมา ดร.กอปร
กล่าว
และก็ยอมรับว่ามีขอบเขตของผลกระทบจะครอบคุลมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างหากเกิดการรั่วไหลจริง
หากมีการรั่วไหลขึ้นมาย่อมส่งผลถึงกันทั่วโลกไม่จำกัดแค่ที่ใดที่หนึ่ง
พูดกันจริงๆ
แล้วทุกประเทศถือเป็นหลังบ้านของกันและกันหมดในแง่ของพลังงานนิวเคลียร์
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ใช้
ดร.กอปร กล่าวซึ่งตีความได้ว่า
ถึงแม้จะไม่เกิดการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีที่มีสาเหตุในประเทศไทยๆ
ก็ไม่อาจหนีพ้นผลกระทบจากการรั่วไหลในที่อื่นๆ
ได้เช่นกัน
สำหรับฝ่ายทำงานการเตรียมความพร้อมการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งมี
ดร.กอปร เป็นประธานคณะกรรมการนั้น ประกอบด้วยชุดทำงาน
6 ขณะคือ ด้านกฎหมาย
ด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมและพาณิชย์
ด้านการถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์
ด้านการคุ้มครองความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
ด้านการสื่อสารและการยอมรับของสาธารณะ และสุดท้ายคือ
ด้านการเตรียมการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
โดยแบ่งช่วงเวลาเป็น 7
ปีแรกจะเป็นการเตรียมความพร้อม และ 6
ปีหลังเริ่มการก่อสร้าง
เรื่องของเทคโนโลยีและกำลังคน
ไทยเรายังมีเวลาอีก 10
กว่าปีที่สามารถส่งคนไปศึกษาเตรียมความพร้อม
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ)
ก็จะเข้ามาช่วย
ตลอดจนมีหลักสูตรการผลิตคนในมหาวิทยาลัยต่างๆ
ซึ่งในระยะยาวเราจะต้องยืนบนขาตัวเองให้ได้
ดร.กอปร ย้ำ
ส่วนสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน นายชวลิต
พิชาลัย รอง ผอ.สำนักนโยบายและพลังงาน (สนพ.)
กระทรวงพลังงาน ให้รายละเอียดว่า
มีการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติมากที่สุดราว 70%
รองลงมาคือถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง 13%
พลังงานน้ำเช่นจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ
5% น้ำมันเตา 2 -3% ส่วนพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น ชีวมวล
ลม ขยะ และพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนเพียง 2%
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย
คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 500
เมกกะวัตต์ โดยเร็วๆ นี้จะมีบันทึกข้อตกลงเพิ่มจาก
3,000 เมกะวัตต์เป็น 5,000 เมกะวัตต์
และกำลังทำบันทึกข้อตกลงซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพม่าในระยะแรก
1,500 เมกกะวัตต์
นอกจากนี้ยังจะซื้อพลังงานไฟฟ้าจากมณฑลยูนนานของประเทศจีนอีก
3,000 เมกกะวัตต์
เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น 1,200
-1,500 เมกกะวัตต์
ซึ่งคิดตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประมาณ 4 -5%
ขณะที่พลังงานทางเลือกก็จะไม่สามารถขยายได้จนเพียงพอต่อความต้องการได้
ทั้งนี้ ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี)
ได้กำหนดให้มีส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น
2,000 เมกกะวัตต์ในปี 2563 และอีก 2,000
เมกกะวัตต์ในปีถัดไป รวมแล้วใน 13 - 14 ปีข้างหน้า
ประเทศไทยอาจมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังการผลิต 1,000
เมกกะวัตต์จำนวน 4 โรงด้วยกัน
ก๊าซธรรมชาติของไทยเราจะใช้ได้เต็มที่ไม่เกิน
30 ปี
จึงมีการกำหนดพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในแผนด้วย
พร้อมๆ กับพลังงานทดแทนอื่นๆ
แต่แล้วก็ล้วนแต่มีต้นทุนการผลิตสูงเกินไป
ยกตัวอย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่อหน่วยถึงประมาณ
15 บาท ขณะที่ไฟบ้านที่ใช้กันทุกวันนี้มีต้นทุน 2 บาท/หน่วย
รอง ผอ.สนพ.กล่าว
นายชวลิต บอกด้วยว่า
หากคำนวณโดยรวมค่าก่อสร้างโรงงาน เชื้อเพลิง
และการกำจัดกากเชื้อเพลิงแล้ว
ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะมีราคาต่ำที่สุดคือ 2.01 บาท/หน่วยเท่านั้น
ขณะที่ตัวเลือกอื่นๆ ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มของไทย
นายชวลิต ชี้ว่า
คือการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างชาติ
หรือการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม
ซึ่งจะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ติดตามมา
และยังเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
ซึ่งเวลานี้การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุน
2.08 บาท/หน่วย โดยยังไม่รวมค่าการจัดการคาร์บอน
สิ่งที่ต้องเร่งทำในขณะนี้คือการให้ความรู้แก่ประชาชน
โดยเฉพาะเยาวชนที่อาจต้องพบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอีก
13 ปีข้างหน้า
โดยการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.)
ทั้งในรูปเอกสารและรายการให้ความรู้ประชาชน
นายชวลิต อธิบาย
อย่างไรก็ตาม ดร.เดชรัต สุขกำเนิด
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้ร่วมรายการอีกรายหนึ่งซึ่งต่อสายสนทนาทางโทรศัพท์
ตั้งข้อสังเกตในมุมกลับบ้างว่า
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจไม่ได้มีความคุ้มทุนและมีความปลอดภัยจริงดังอ้างก็ได้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจเช่น
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจนำมาซึ่งปัญหางบประมาณก่อสร้างบานปลายจากอัตราดอกเบี้ยจำนวนมากดังที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ
แต่หากยืนยันทำจริงก็ต้องเปิดกว้างให้ประชาชนได้รับรู้และต้องทำให้ระบุตัวผู้รับผิดชอบได้ด้วย
นอกจากนั้นในช่วงปี 2543
เป็นต้นมาทั่วโลกต่างชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปมาก
เหลือเพียงประมาณ 5 โรง/ปีเท่านั้น
เนื่องจากความเกรงกลัวต่อการเกิดอุบัติเหตุเหมือนในอดีต
และการเปิดเสรีด้านพลังงานในยุโรปตะวันตก
ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงไม่สามารถแข่งขันได้
โดยจากปี 2543 เป็นต้นมา
ทั่วโลกเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เฉลี่ยถึงปีละ
1 ครั้งเลยทีเดียว
นอกจากนั้น เมื่อพูดเรื่องการกำจัดกาก
ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะเก็บในเหมืองแร่โปแตสฯ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ก็ต้องมีการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ว่าจะเห็นด้วยไหม
ซึ่งแม้แต่นายโมฮัมหมัด เอลบาราเด ผอ.ไอเออีเอ
ยังยอมรับว่าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ปลอดภัย 100%
เพียงแต่มีความคุ้มค่าที่จะเสี่ยงใช้เท่านั้น
ดร.เดชรัต ย้ำ
ด้าน ดร.กอปร ปฏิเสธข้อสังเกตนี้ว่า
ไม่คิดว่ารัฐบาลจะเลือกใช้พื้นที่เหมืองแร่โปแตสเซียมเป็นที่เก็บกากเชื้อเพลิงจริง
ส่วนเรื่องการกำจัดกากเชื้อเพลิงก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากหรือน่ากังวลอย่างที่คิดกันด้วย
ญี่ปุ่นเป็นปะเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้ว
50 ปี
แต่เพิ่งมีโรงเก็บกากเชื้อเพลิงเมื่อไม่กี่ปีมานี้
ซึ่งกากเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วสามารถนำไปเก็บไว้ในบ่อพัก
ซึ่งมีน้ำหล่ออยู่ข้างๆ เตาปฏิกรณ์ได้นาน 3 -10
ปีเพื่อให้รังสีอ่อนตัวลง
จากนั้นจึงค่อยย้ายเก็บไปไว้ในบ่อพักภายในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
ไม่ต้องมีบ่อพักที่อื่น ซึ่งเรามีเวลาเก็บได้ถึง 50 ปี
ประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมเพื่อเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ระบุ
สุดท้ายนี้ ดร.กอปร แจกแจงเพิ่มว่า
ขณะนี้ทั่วโลกได้มีใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วทั้งสิ้น
437 โรงใน 31 ประเทศ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 30 โรง
อนุมัติแผนและงบประมาณแล้ว 74 โรง โดยใน 15
ปีข้างหน้าจะมีข้อเสนอก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีกกว่า
200 แห่งทำให้มียอดรวมเป็นอีกเท่าตัวของปัจจุบัน
เนื่องจากเหตุผล 3 ประการ คือ
ราคาพลังงานปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น 3
เท่า
ในเวลาเดียวกันยังมีการรณรงค์ลดภาวะเรือนกระจก
ซึ่งมีความกังวลกันว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า
พิธีสารเกียวโตจะหมดอายุ
ทำให้ต้องออกกฎใหม่ซึ่งอาจมีความเข้มงวดด้านการจัดการคาร์บอนมากขึ้น
ตลอดจนเทคโนโลยีที่ปลอดภัยมากขึ้นอันจะช่วยลดรายจ่ายด้านระบบความปลอดภัยลงได้อีกส่วนหนึ่ง
ทำให้ต้นทุนพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้ไม่มีความคุ้มทุนดังที่
ดร.เดชรัต อ้าง
ข้อมูลของ ดร.เดชรัต อาจจะล่าช้าไปสัก
5 ปี
จริงอยู่ที่เคยมีการชะลอตัวลงหลังการเกิดอุบัติเหตุที่ทรีไมล์ไอส์แลนด์ช่วงปี
2523 และเวลานั้นยังมีตัวเลือกด้านพลังงานอื่นๆ
อยู่ด้วย แต่ในช่วง 3 -5 ปีมานี้
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มกลับมานิยมอีกครั้ง
เพราะมีต้นทุนเทคโนโลยีถูกลงขณะที่ยังปลอดภัยมากขึ้น
ซึ่งเรื่องนี้มีข้อมูลอ้างอิงเป็นประเทศๆ ได้เลย
ดร.กอปร กล่าวในที่สุด
|
|
|