|
|
 |
คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราชโดย: อ.นพ.ธารา
วงศ์วิริยางกูร ศัลยแพทย์ตกแต่ง
อย่างที่เรารู้ ๆ กัน
เรื่องความสวย ความงาม ทุกเพศทุกวัยให้ความสนใจอยู่เสมอ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ยังมีผู้คนเข้ารับบริการจากสถานเสริมความงาม
ทั้งนี้เพื่อให้หน้าตา รูปร่างดูดีขึ้น
ตลอดจนเสริมบุคลิกภาพให้มีความมั่นใจมากขึ้น
และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้สถานเสริมความงามผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
บางแห่งอวดอ้างสรรพคุณเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการของตน
แต่ที่ควบคู่กันมาคือ
อันตรายจากสารแปลกปลอมที่เข้าฉีดเข้าสู่ร่างกายโดยบุคคลที่แอบอ้างว่าเป็นแพทย์
นอกจากจะไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว
ยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีกมากมาย ซึ่งมีอะไรบ้าง
เรามีความรู้เกี่ยวกับสาร 2
กลุ่มใหญ่ที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายให้คุณเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจทำสวยครับ
กลุ่มที่สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกาย
1. ฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด เช่น แก้มตอบ มีร่องแก้ม
เบ้าตาโบ๋ลึก เป็นต้น การฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดนั้น
สามารถใช้ไขมันของร่างกายตัวเอง โดยแพทย์จะดูดไขมันจากหน้าท้อง
สะโพกหรือต้นขาในจำนวนที่เหมาะสม
แล้วนำมาฉีดเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไข ทำให้แก้มที่ตอบดูเต็มขึ้น
ร่องแก้มตื้นขึ้น ส่วนบริเวณเบ้าตาคงจะต้องฉีดด้วยความระมัดระวัง
ข้อดีของการใช้ไขมันของตัวเองนั้น
ไขมันจะอยู่ในร่างกายอย่างถาวรถึงแม้จะถูกดูดซึมไปบ้างหลังฉีด
ข้อเสียคือต้องมีขั้นตอนของการดูดไขมันเพิ่มขึ้น
2. ฉีดเพื่อลดรอยร่องลึกบนใบหน้าและเติมเต็มในบางจุด เช่น
รอยร่องบริเวณหัวคิ้ว ร่องแก้ม ร่องรอบริมฝีปาก แผลเป็นที่เป็นหลุมลึก
และยังใช้ฉีดให้ริมฝีปากอูมอิ่มขึ้นอีกด้วย
ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นคือ ไฮยารูโลนิกแอซิด
ที่เรียกสั้นๆ ว่า เอชเอ
โดยทั่วไปเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของผิวหนัง น้ำในข้อ
ของเหลวในดวงตาอยู่แล้ว ข้อดีคือโอกาสแพ้สารชนิดนี้น้อยมาก
ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องทดสอบก่อนฉีด แต่ข้อเสีย
ฉีดแล้วอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน รอยร่องต่างๆ
ก็จะกลับเป็นขึ้นเหมือนก่อนฉีด และราคาค่อนข้างแพง
อีกชนิดหนึ่งที่เคยเป็นที่นิยมคือ คอลลาเจน แต่ปัจจุบันใช้ลดน้อยลง
คุณสมบัติโดยทั่วไปคล้าย ๆ กับเอชเอ
แต่ก่อนใช้ต้องทดสอบก่อนว่าแพ้หรือไม่
3. ฉีดเพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์บนใบหน้า เช่น
รอยตีนกา รอยย่นบนหน้าผาก และรอยย่นระหว่างคิ้วที่เกิดจากการขมวดคิ้ว
ร่องรอยเหล่านี้สามารถใช้สารที่สกัดจากแบคทีเรียที่เรียกว่า
โบทูลินั่มทอกซิน โดยที่สารชนิดนี้สามารถยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ
จะเห็นว่าถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อในตำแหน่งใดหยุดทำงานก็เพียงฉีดสารชนิดนี้เข้าไปที่กล้ามเนื้อนั้นๆ
เช่น ต้องการให้รอยตีนกาหายไป ก็จะฉีดเข้าบริเวณดังกล่าว
หลังจากฉีดแล้ว 1 - 2 วัน
รอยตีนกาก็จะลดน้อยลงเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้
แต่เป็นการหยุดทำงานชั่วคราวประมาณ 4 - 6 เดือน
เมื่อหมดฤทธิ์ของสารสกัดดังกล่าว รอยตีนกาก็จะกลับมาเหมือนเดิม
ถ้าต้องการให้ริ้วรอยหายไปอีกก็ต้องฉีดซ้ำ
ข้อเสียคือริ้วรอยหายชั่วคราวไม่ถาวร สิ้นเปลือง
และหากขาดความชำนาญในการฉีดสารสกัดดังกล่าวอาจจะไหลไปในตำแหน่งที่ไม่พึงประสงค์
ทำให้มีผลต่อกล้ามเนื้ออื่น ๆ ในบริเวณที่ใกล้เคียง เช่น
ไหลเข้าที่เปลือกตาบน ทำให้หนังตาตก ไหลเข้ากล้ามเนื้อตา ทำให้ตาเข
แต่อาการแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถหายได้หลัง 4-6 เดือนเมื่อหมดฤทธิ์ยา
4. ฉีดเพื่อลดขนาด เช่น กรามใหญ่ น่องโต
ปกติแล้วภาวะดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยการผ่าตัด
แต่ปัจจุบันยังมีการใช้โบทูลินั่มทอกซินในการลดขนาดของกล้ามเนื้อ เช่น
กรามที่ใหญ่กางออก
การฉีดกล้ามเนื้อที่บริเวณมุมกรามจะทำให้กล้ามเนื้อลดขนาดลง
กรามจะดูเรียวขึ้น
กล้ามเนื้อน่องก็เช่นกันสามารถฉีดแล้วทำให้น่องเล็กลงได้
ข้อเสียคือโบทูลินั่มทอกซิน มีราคาค่อนข้างแพง ต้องฉีดทุก ๆ 4 - 6
เดือน เมื่อหยุดฉีดแล้วระยะหนึ่ง
กล้ามเนื้อดังกล่าวอาจกลับมาโตเหมือนเดิม
|