|
หัวข้อ ::
:
อย.วางกรอบการใช้"เสต็มเซลล์"ชี้จัดให้เป็นชีววัตถุ
|
|
ที่มา ::
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ |
ข้อมูล :: อย.ประชุมวางกรอบคุม
"สเต็มเซลล์" จัดให้เป็นชีววัตถุ ภายใต้ พ.ร.บ.ยา
พร้อมงัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกำกับดูแล
ย้ำสเต็มเซลล์ใช้รักษาโรคได้แค่โรคเลือด เช่นมะเร็งเม็ดเลือด
อย่าเชื่อโฆษณาอวดอ้างรักษาสารพัดโรค เพราะอยู่แค่ขั้นตอนการวิจัย
เตือนเก็บสายสะดือเพื่อรักษาในอนาคตสิ้นเปลืองใช้เหตุ
เตรียมเสนอรายชื่อกรรมการกลางวิจัยสเต็มเซลล์ในที่ประชุมกลางเดือนตุลาคมนี้
วันนี้ (21 ก.ย.) นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
กล่าวภายหลังการประชุมหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการกำกับดูและผลิตภัณฑ์สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้ในการวิจัยและรักษาโรค
ครั้งที่ 1/2550ว่า
ในการประชุมวันนี้ได้เชิญคณะทำงานจัดทำระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์จากเซลล์ต้นกำเนิดและผลิตภัณฑ์จากเนื้อเยื่อ
อาทิ แพทยสภา กองการประกอบโรคศิลปะ ตัวแทนมหาวิทยาลัยแพทย์
เพื่อร่วมกันพิจารณาการกำกับดูแลเซลล์ต้นกำเนิดที่จะมีการนำเข้าใจอนาคต
ซึ่งขณะนี้การนำเข้าในเชิงพาณิชย์ยังไม่ชัดเจน
รวมถึงการใช้เซลล์ต้นกำเนิดในทางการแพทย์
โดยจะต้องใช้กฎหมายหลายฉบับร่วมกันอย่างบูรณาการ
เพื่อให้สามารถดำเนินการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล ได้แก่
พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรม
พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ และพระราชบัญญัติสถานพยาบาล
ซึ่งในอนาคตหากเทคโนโลยีเปลี่ยนก้าวหน้าขึ้น ก็จะนำพ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์
พ.ร.บ.สัตว์แพทย์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย รวมถึงเสนอจัดทำพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง
นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า
สำหรับการใช้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
เป็นกฎหมายที่มีความใกล้เคียงที่สุดในการจะนำมากำกับดูแลเซลล์ต้นกำเนิดและผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิด
โดยจะจัดให้เป็นชีววัตถุ ภายใต้พ.ร.บ.ยา แต่หากพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่สามารถควบคุมได้คลอบคลุมเนื่องจากเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทำให้กฎหมายตามไม่ทันเพราะมีการผลิตแปรรูป
นำสเต็มเซลล์ที่ผ่านกระบวนการทั้งหมด นำกลับมาฉีดให้กับผู้ป่วย
ซึ่งเป็นข้อกังวลของคณะทำงาน
เนื่องจากสเต็มเซลล์ได้รับการยอมรับในเบื้องต้นเฉพาะเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาโรคบางโรค
เช่น มะเร็งเม็ดเลือด ส่วนการรักษาโรคอื่นๆ
ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดยังอยู่ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา
เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการรักษา
นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า
ทั้งนี้ในส่วนของขั้นตอนการวิจัยรักษาโดยเซลล์ต้นกำเนิด
จำเป็นต้องอาศัยข้อบังคับขั้นตอนการวิจัยเข้ามาดูแล
แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติการวิจัยทดลองในมนุษย์
จึงได้อาศัยข้อกำหนดนานาชาติในเรื่องจริยธรรมการวิจัยในคนมาปรับใช้
ซึ่งแต่ละสถาบันจะต้องยึดถือข้อกำหนดในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด
การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย
ในอนาคตอันใกล้อาจมีการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด
โดยต้องศึกษากระบวนการวิธีโดยการเตรียมเซลล์ และการให้ผลในสัตว์ทดลอง
และการทดสอบทุกขั้นตอนในมนุษย์ ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ซึ่งกรณีที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน คือ
การนำไปหาประโยชน์เชิงธุรกิจมีการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้ป่วยทั่วไป
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคสิ้นหวัง หากผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่หวัง
อาจทำให้การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะยาว
เพราะขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น
ประชาชนควรระมัดระวังในการเชิญชวนเข้าไปรักษาโดยเซลล์ต้นกำเนิดของสถานพยาบาลด้วย
นพ.ศิริวัฒน์
นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวด้วยว่า
ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางที่จะศึกษาวิจัยเรื่องเซลล์ต้นกำเนิด
จะมีการนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ใก้เร็วที่สุด
คาดว่าจะสามารถนำรายชื่อคณะกรรมการทั้งหมดเข้าสู่ในการประชุมผู้บริหารกระทรวง
ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้
นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำสาขาประสาทวิทยา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า
ขณะนี้การวิจัยและรักษาโรคโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดได้ผลและเป็นที่ยอมรับเฉพาะการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาบางโรค
เช่น มะเร็งเม็ดเลือด เท่านั้น ส่วนโรคอื่นๆ เช่น ด้านสมอง
ที่สถานพยาบาลต่างๆ โฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่นั้น
ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยอยู่
นอกจากนี้โรงพยาบาลหลายแห่งยังได้จัดทำแพ็กเกจ
การทำคลอดและเก็บสายสะดือทารกแรกเกิด โดยคิดราคาประมาณ 1-3 แสนบาท
และมีค่าบำรุงอีกหลายหมื่นบาท
เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์กับเจ้าของสายสะดือในอนาคตนั้น
ข้อเท็จจริงแล้วสายสะดือดังกล่าวสามารถจัดเก็บได้นานเพียง 7-8 ปี เท่านั้น
หากเกินเกว่านั้นจะไม่ได้ผล ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่ค่อยทราบ
อาจทำให้สิ้นเปลื้องโดยใช้เหตุได้
โพสโดย
::
MR.HEALTH |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
CMGUY
| Powered by Chiang Mai Gay © 2001-2005,
CMGUYMaster All Rights Reserved
|